บทที่ 2 ประสงค์ร้าย

บทที่ 2 ประสงค์ร้าย


อีกาเพลิงรีบออกมา จึงเปลี่ยนเป็นเปลวไฟ จีฮ่าวจ้องมองที่หุบเขาด้านล่างขณะที่ยืนบนหัวของอีกาเพลิง อีกาส่งเสียงร้องและกางปีกของมันร่อนผ่านช่องว่างระหว่างหน้าผาสูงชันหลายร้อยฟุตและยอดเขา ไม่นานหลังจากนั้นมุมมองของเขาก็กว้างขึ้น หุบเขาอันงดงามปรากฏต่อหน้าเขา หุบเขายาวหลายร้อยไมล์ ส่วนที่กว้างที่สุดของหุบเขายาวเกินกว่าสามสิบไมล์


ภูเขาสูงตระหง่านอยู่ติดกันเป็นที่รู้จักกันในนาม ภูเขาทองดำ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลอีกาเพลิง อีกาเพลิงเป็นสัตว์ในตำนานที่รู้จักกันว่าเป็นสัตว์ที่มีพลังที่สุดในตระกูลอีกาเพลิง ในอดีต ตามตำนาน ‘อีกาทองสามขา’ เป็นบรรพบุรุษร่วมกันของอีกาเพลิง และตระกูลอีกาเพลิง


ต้นหม่อนถูกปลูกไว้ที่ปลายหุบเขาภายในพื้นที่ทอดยาวหลายสิบไมล์และมีรังมากมายอยู่บนยอดต้นหม่อนสูงตระหง่าน อีกาเพลิงฝูงใหญ่กำลังบินอย่างเงียบๆ เหนือต้นไม้


เมื่อจีฮ่าวและท่านอีกาบินมาถึงป่าหม่อนอีกาทั้งหมดที่บินโฉบไปมาก็หยุดลง และแล่นลงบนกิ่งก้านจ้องมองมาอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นครู่นึ่งบรรดาอีกาก็กางปีกออกอย่างช้าๆ ยกทรวงอกลงมาเพื่อทักทาย ท่านอีกา ด้วยวิธีเฉพาะของตัวเอง


จีฮ่าวกระโจนออกจากศีรษะของท่านอีกา และผิวปาก ท่านอีกากระพือปีกและพุ่งตามมาเปลี่ยนเป็นเปลวไฟอีกครั้ง รูปร่างของมันเป็นทรงกลมอยู่กลางอากาศหลายพันฟุตจากพื้นดินและบินไปทางภูเขาทองดำ


เหล่าอีกาเพลิงจ้องมองจีฮ่าวด้วยดวงตาสีแดงของพวกเขา ป่าหม่อนเต็มไปด้วยบรรยากาศอันแปลกประหลาดและตึงเครียด จีฮ่าวโบกมือไปที่ฝูงอีกาเพลิงขนาดเล็ก และเดินออกไปตามเส้นทางที่แคบและคดเคี้ยว มันกว้างไม่ถึงสามฟุต


ตามทางได้ยินเสียงใบไม้สั่นไหวนั่นเป็นเพราะลมพัดผ่านกิ่งก้าน เมื่อมองจากระยะไกลป่าหม่อนดูเหมือนจะมีระยะเพียงสิบไมล์เท่านั้น แต่เมื่อมองดูจากด้านล่างจะดูกว้างใหญ่และไม่มีที่สิ้นสุด


หลังจากวิ่งไปตามเส้นทางไม่กี่นาทีทิ้งเงาไว้ข้างหลังร่างของเขา จีฮ่าวมองเห็นต้นไม้ที่สูงตระหง่านสองต้นซึ่งหนามากถึงขนาดที่หลายร้อยคนโอบรอบลำต้นของมันได้ ถึงกระนั้นต้นไม้ทั้งสองนี้ก็ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกป่า ต้นไม้สองต้นห่างจากกันและกัน กิ่งก้านสาขาของพวกมันโอบล้อมจนกลายเป็นซุ้มประตูซึ่งมีประกายไฟจางๆ จีฮ่าวเดินผ่านซุ้มประตูรู้สึกว่าอากาศนั้นร้อนขึ้น และมุมมองก็เปลี่ยนเป็นป่าทุ่งหญ้า


ที่ท้ายป่ามีโดมขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้ ที่ด้านบนของโดมมีฐานไม้หนาสามสิบฟุตที่สร้างเป็นแท่น บนแท่นเป็นโครงกระดูกสีทองขนาดยักษ์ของอีกาเพลิงที่มีปีกนับร้อยฟุต แม้ว่าจะมีเพียงแค่โครงกระดูกสีทองของอีกาเพลิงนี้อยู่ จีฮ่าวก็รู้สึกว่าโครงกระดูกนี้มีพลังที่แข็งแกร่งดูลึกลับและไม่สิ้นสุดปกคลุมไปทั่วทั้งป่า เมื่อมองอย่างผิวเผินโครงกระดูกนี้กลับดูเหมือนดวงอาทิตย์ที่ลุกโชนอยู่กลางอากาศ ยิ่งน่าอัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเมื่อความจริงที่ว่าโครงกระดูกอีกาเพลิงสีทองนี้มีกระดูกขาสามขา


จีฮ่าวโค้งคำนับโครงกระดูกสามครั้งก่อนและไขว้นิ้วของเขาเพื่ออธิษฐานด้วยเสียงอันเบา หลังจากอธิษฐานเขาเดินเงียบๆ ไปที่ประตูและมองผ่านรอยแตกระหว่างประตูและกรอบ ภายในห้องนั้นกว้างมากมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับผู้คนนับพันคน นี่คือห้องประชุมของตระกูลอีกาเพลิง ซึ่งสามารถเข้าได้เฉพาะผู้นำและผู้อาวุโสในการประชุมเรื่องที่สำคัญๆ ของตระกูล


พื้นถูกปูด้วยหิน กองไฟที่ลุกโชติช่วงอยู่ในเตาผิงที่ถูกสร้างไว้ตรงกลางห้อง มีเนื้อสัตว์ตั้งอยู่เหนือกองไฟและถูกย่างจนไขมันส่วนใหญ่หยดลงไปในเปลวไฟ จนเนื้อสัตว์มีประกายเป็นสีทอง และจีฮ่าวก็สามารถได้กลิ่นของเนื้อย่างโชยมา


มีไหดินเผาที่วางติดอยู่กับเตาผิง ชายชราร่างผอมบางและชายวัยกลางคนที่มีกล้ามเนื้อหลายคนใช้ไหเหล่านี้เป็นครั้งคราวเพื่อเติมเหล้าให้เต็มแก้ว ผู้ชายแข็งแรงและผู้อาวุโสหลายคนนั่งรอบเตาผิงในขณะที่ดื่มด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ไม่มีใครพูดอะไรมีเพียงเสียงของไวน์ที่ถูกเทและเนื้อที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วจะได้ยินเสียงของเปลวไฟเท่านั้น


ในช่วงเวลาที่จีฮ่าวมาถึงครึ่งหนึ่งของเนื้อสัตว์ได้ถูกกินไปแล้ว ในขณะที่เขามองไปรอบๆ ไม่กี่นาทีต่อมากระดูกของสัตว์ร้ายได้ถูกสับเป็นชิ้นๆ เพื่อให้ไขกระดูกไหลออกมาและถูกเผาผลาญ ชายเหล่านั้นก็ดื่มสุราโดยไม่หกเลยซักหยด


ชายที่แข็งแรงสูงกว่าสามเมตรแววตาของเขาแคบเหมือนกับงู และผมยาวของเขาถูกมัดถักเปียไว้ผาดอยู่บนหลังของเขา เขามีรอยข่วนบนใบหน้าของเขา ทันใดนั้นเขาก็คว้าไหแล้วก็เหวี่ยงมันลงสู่พื้น ทุบไหและพื้นหินแตกเป็นชิ้นๆ มีเสียงดังไปทั่ว ความเงียบถูกทำลาย


“เรากินและดื่มมาพอแล้ว ได้เวลาคุยกันแล้ว!” ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ โดยที่ใบหน้าของเขายังนิ่ง ทันใดนั้นห้องก็เต็มไปด้วยอากาศร้อนและดูเหมือนจะเล็กกว่าก่อน


“จีเซีย เจ้าไม่เหมือนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เจ้าไม่ได้เป็นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเรา ดูสิว่าเจ้าผอมมากแค่ไหนหลังจากที่ทำลาย ‘จุดเมกัส’ ไปเมื่อสิบปีที่แล้วเจ้าไม่ได้เป็น เมกัสระดับอาวุโส อีกต่อไปแล้ว! เป็นเพียงแค่คนธรรมดา!”


ชายคนนั้นชี้ไปที่ชายอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่หน้าประตู


ชายคนนั้นพูดต่อว่า “คุณสมบัติอะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์ที่จะเป็นผู้นำของเรา!? อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์ที่จะนำเรานักรบผู้พิทักษ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์!? ทำไมเจ้าถึงยังยึดอำนาจสูงสุดภายในตระกูลของเรา!?”


คนที่กำลังโดนชี้ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ไหล่ของเขากว้างและสูงมากสูงกว่าผู้ชายที่กำลังยั่วยุ อย่างไรก็ตามร่างกายของเขาไม่สามารถเห็นกล้ามเนื้อได้เลย ผิวของเขาดูเหมือนติดแน่นกับกระดูกทำให้เขาดูคล้ายโครงกระดูกและอาจจะพัดปลิวไปได้ด้วยลมกระโชกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


เขาเป็นจีเซีย พ่อของจีฮ่าว และอดีตนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลอีกาเพลิง!


เสียแต่ว่าเมื่อตอนที่จีฮ่าวเกิดเขาถูกซุ่มโจมตีโดยศัตรูคู่อาฆาตของตระกูลอีกาเพลิง นั้นคือตระกูลอสรพิษวารีทมิฬ เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสขณะปกป้องลูกชายของตนเอง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาร่างกายของเขาก็ลดขนาดลงเรื่อยๆ ทุกปี คนในตระกูลบางคนเชื่อว่าเขาสูญเสียพลังและความแข็งแกร่งไปแล้ว


จีฮ่าวกำหมัดของเขาและจ้องที่จีเซีย จิตใจของจีฮ่าวย้อนกลับไปสู่สงครามครั้งนั้นและจำได้ว่า จีเซียต่อสู้อย่างเต็มกำลังเพื่อปกป้องจีฮ่าว โดยใช้ร่างของเขาเพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรูทั้งหมด จีฮ่าวรู้สึกว่าเลือดของพ่อเขาสาดกระเด็นมาบนตัวเขาในเวลานั้น จีฮ่าวมองไปที่ชายยั่วยุอย่างฉับพลัน


“พี่จีมู่ พี่คิดว่ายังไง?” จีเซียกล่าวขณะยิ้มอย่างสงบ


จีมู่ไม่ตอบอะไร เด็กชายคนหนึ่งกระโดดขึ้นอย่างฉับพลันชี้ไปที่จมูกของจีเซีย และตะโกนว่า “เจ้าขยะแก่! เราต้องคุยอะไรกันอีก!? จงเอาหญิงตระกูลฉินยีและเจ้าลูกนอกคอกของเจ้า ออกไปจากที่นี่ซะ! พ่อของข้าจะดูแลดินแดนศักดิ์สิทธิ์และคนของเราเอง!”


เด็กชายเชิดหัวขึ้นสูง ยืดหน้าอกและพูดต่อว่า “พิธีบูชาที่จะถึงนี้ จะมีผู้นำหลายตระกูลจะมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และเคารพบรรพบุรุษของเรา! ต่อหน้าผู้นำตระกูลทั้งหมดเหล่านั้นเจ้าควรจะละทิ้งตำแหน่งของเจ้าและออกไปจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซะ!”


“ขยะแก่!? หญิงตระกูลฉินยี!?”


จีฮ่าวเยาะเย้ย เขาเตะประตูให้เปิดและวิ่งเข้าไปในห้องโดยไม่ได้คิดทบทวน


“ไอ้ลูกนอกคอกที่เจ้าพูดถึงอยู่นี้!?” จีฮ่าวตะโกน เขารีบประสานนิ้วมือของเขาร่วมกันและพุ่งจิตไปยังกองไฟ เปลวไฟลุกโชนขึ้นไปยังชายหนุ่ม

ไฟโหมที่กระหน่ำไม่คาดคิดว่ามันจะเผาผมและคิ้วของเด็กชายจนกลายเป็นควันล่อยฟุ้ง

The Magus Era บทที่ 1 นักล่า

บทที่ 1 นักล่า

ดินแดนรกร้างทางใต้เป็นป่าดงดิบไม่มีที่สิ้นสุด

รอบบริเวณต้นไม้โบราณมีไอพิษร้ายแรง แสงแดดตกกระทบสร้างลำแสงที่มีสีสันผสานเข้ากับรุ้งอันงดงาม

สูงขึ้นไปเป็นเกาะลอยฟ้าที่มีขนาดหลายร้อยไมล์ มีน้ำตกหลายร้อยแห่งที่เหมือนมังกรขาวโผล่ขึ้นมาจากขอบเกาะ พายุหมุ่นพัดผ่านกระจายน้ำตกเข้าไปในหมอกควัน เกิดเป็นรุ้งหลายเส้นรอบๆ หมอก เติมเต็มสีสันรอบๆ บริเวณต้นไม้ที่มีไอพิษ

จีฮ่าวกำลังยืนอยู่บนขอบเกาะจ้องมองไปที่ป่าอันอุดมสมบูรณ์ทางใต้

เส้นผมจีฮ่าวพริ้วไปตามลม เขามีใบหน้าที่มุ่งมั่นและละเอียดอ่อน มีเบ้าตาลึกและมีแววตาดูลึกลับที่สว่างสดใส เมื่อไหร่ก็ตามที่จีฮ่าวจดจ่ออยู่ที่บริเวณใด เวทย์สัญลักษณ์เก้าม่วงทอง[1] ก็จะปรากฏขึ้นรอบม่านตาของเขา แม้ว่าจะดูสง่างามและลึกลับ แต่ก็ทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดเมื่อจ้องมองเขาโดยตรง

กระโปรงหนังง่ายๆ ถูกพันรอบเอวของเขา คิ้วคมเรียวโค้งราวกับวิหาร จมูกของเขาโดงสูง และริมฝีปากของเขาเป็นมุมและกว้าง บางเวลาปากของเขาจะดูคล้ายกับรอยยิ้มเยาะเย้ยแบบจางๆ ชายหนุ่มที่หล่อเหลาและน่าสนใจ ด้วยความหล่อและดูน่าสนใจจากชายหนุ่ม จีฮ่าวกลับ ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจสิ่งใด

จีฮ่าวดูเหมือนกับต้นสนที่หยั่งรากลึกอยู่ใต้ก้อนหิน ไม่ว่าลมจะรุ่นแรงเพียงใด ฝนตกกระหน่ำแค่ไหน ไม่จะเป็นฟ้าผ่าหรือสายฟ้าคำราม อย่างไรก็ตามดูเหมือนจะไม่สามารถเคลื่อนไหวเขาได้ และไม่อาจทำลายได้ดังเช่นภูผา

อีกาขนาดยักษ์ที่มีปีกกว้างกว่าสามสิบฟุตยืนอยู่ข้างๆ จีฮ่าว ด้วยม่านตาสีแดงดูสว่างจางๆ อีกาหันหัวของมันสังเกตโดยรอบตลอดเวลา

“ท่านอีกาเราเพียงแค่การเดินเล่น และผ่อนคลาย” จีฮ่าว ตบหนึ่งในกรงเล็บของเขาและพูดว่า “แล้วเราจะหาท่านงูเพื่อเติมเต็มท้องของท่านกัน หลังจากนั้นเราจะไปที่หุบเขาลมดำ ลองดูว่าเราจะหา ‘ต้นมังกรวายุ’ สำหรับท่านพ่อ(Abba) เจอหรือไม่”

อีการ้องออกมาเล็กน้อย แล้วลูบหัวจีฮ่าวด้วยจะงอยปากที่แหล่มคมของมัน

จีฮ่าวเงยหน้าขึ้นและเหยียดแขนออก เขาตะโกนว่า “สบายที่สุด ไม่ต้องอยู่กับปู่ย่าตายายแก่ๆ และเรียนเรื่องหญ้า ... เปลือกไม้ ... ฟันงู ... หรือถุงพิษ ... ดีจัง!”

“นี้ มีคนที่ไม่กลัวความตายหรือไม่ก็งูร้ายเหล่านี้ไม่ทราบว่าป่านี้เป็นของเรา ตระกูลอีกาเพลิง? ที่นี้คือดินแดนของตระกูล อีกาเพลิง!” จีฮ่าวพูดออกมา เขามองไปรอบๆ แล้วจู่ๆ ก็มานตาของเขาก็ขยายขึ้น และชี้ลงไปในป่า

กลุ่มชายหนุ่มสูง 2 เมตรที่มีรอยแผลเป็นที่ปกคลุมทั่วร่างของพวกเขากำลังเดินอย่างวางท่าไปทั่วป่า พวกเขากำลังแบกเหยื่อที่ล่าได้ไว้บนบ่า จีฮ่าวเฝ้ามองอย่างระมัดระวังเหยื่อที่ล่าได้มีเสือ เสือดาวและหมี แต่ละตัวมีมีขนาดหลายสิบฟุตเหมือนกับภูเขาเนื้อสัตว์ขนาดย่อม

“ไอ้สารเลว! นี่คือพื้นที่ล่าของตระกูลอีกาเพลิง สัตว์ทุกตัวเป็นของเรา! สัตว์เหล่านั้น ตัวที่เล็กที่สุดสามารถเลี้ยงเด็กเล็กได้ตลอดทั้งปี ถ้าเจ้าถลกหนังและทำความสะอาดอย่างดี เจ้ายังสามารถแลกเปลี่ยนกับหญิงสาวสามคนกับหนังสัตว์เหล่านั้นได้!”

จีฮ่าวตะโกนออกมา เขากางแขนออกไป ประสานนิ้วมือของเขาเข้าด้วยกัน[2] แล้วร่ายคาถา ทันใดนั้นน้ำตกที่ใกล้กับเขาเกิดเสียงดังก้อง และหยุดลงไม่ไหลลงไป พลังลึกลับเบียงองศาน้ำตกเป็นสามสิบองศา และพุ่งไปยังคนเหล่านั้นที่อยู่ในป่า

บรรดานักรบจากตระกูลอสรพิษวารีทมิฬกำลังเดินป่าอย่างสบายใจ ในขณะนั้นน้ำตกแปลเปลี่ยนเป็นฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างหนักบนหัวพวกเขา เมื่อพวกเขาเห็นน้ำตกก็หัวเราะออกมาเสียงดัง และเมื่อพวกเขาเปิดปากขณะที่เดินอยู่ก็ได้มีน้ำเย็นและหวานตกลงมาจากฟากฟ้า

คนที่เดินอยู่ด้านหน้ามีงูเขาเดียวยาวสิบฟุตขดรอบเอวของเขาซึ่งแกว่งตัวไปมาอย่างสบายๆ ได้อาบน้ำอย่างฉับพลันดูเหมือนจะทำให้มันรู้สึกสนุกสนานเหลือใจ งูเขาเดียวงูชนิดนี้คือสัตว์สงครามพิเศษของตระกูลอสรพิษวารีทมิฬ มีเพียงนักรบชั้นยอดเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอที่จะมีอสรพิษมีเขาเป็นสัตว์ต่อสู้ที่หดตัวค่อยช่วยให้พวกเขาสังหารในสงคราม

จากฝนที่ตกหนักหยดน้ำก็กลายเป็นสายที่ค่อยๆ ก่อตัวเป็นเชือกน้ำใสๆ ซึ่งห่อหุ้มรอบๆ คอของผู้ชายไว้อย่างเงียบๆ

“ศัตรู ... ลอบโจมตี!” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความกลัว

หรือพวกเขาถูกโจมตีโดย นักบวชเมกัส ธาตุน้ำ?

แต่การโจมตีของศัตรูที่ลอบสังหารโดยมีฝนตกหนักเป็นหนึ่งในความเชี่ยวชาญพิเศษของตระกูลอสรพิษวารีทมิฬ ในดินแดนรกร้างทางใต้ ศัตรูตัวฉกาจของตระกูลอสรพิษวารีทมิฬเป็นตระกูลอีกาเพลิงซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญคาถาไฟ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเป็นนักรบของตระกูลอีกาเพลิง จะมีเมกัสที่สามารถสะกดน้ำได้

จีฮ่าวเปลี่ยนท่าทางมือของเขา เชือกน้ำสั่นอย่างรุนแรงและยกคนขึ้น พลักพวกเขาไปปะทะกับต้นไม้และสลบไป

มีเฉพาะผู้นำเท่านั้นที่พยายามจะยืนขึ้นขณะที่เขากระชากเชือกน้ำจากคอของเขาออก และฉีกมันกลายเป็นหยดน้ำนับไม่ถ้วน มีหลุมประมาณถังเก็บน้ำปรากฏอยู่ที่ลำต้นของต้นไม้เบื้องหลังเขา แสดงให้เห็นว่าร่างกายของเขาแข็งแกร่งแค่ไหน

“คนขี้ขลาดที่กล้าเพียงแค่ลอบโจมตี แสดงตัวออกมา!” ชายคนนั้นซัดหอกยาวออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

งูเขาเดียวโผล่ออกมาจากเอวของชายคนนั้นแล้วเลื่อยไปรอบๆ ในขณะที่ฝนตกหนัก มันคายสิ่งที่เหมือนกับควันดำออกมาเป็นระยะๆ

“ท่านอีกา ไป!” จีฮ่าวกระโดดขึ้นบนหลังของอีกา อีกายักษ์กางปีกขนาดมหึมาออก และพุ่งกรงเล็บลงไปยังชายที่โกรธเกรี้ยว

เกาะลอยอยู่เหนือพื้นดินไม่กี่ไมล์ อีกาบินโฉบลงไปถึงป่าอย่างรวดเร็วไม่กี่อึดใจ

เมื่อนักรบของตระกูลอสรพิษวารีทมิฬเห็นอีกาบินโฉบมาถึง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความกลัวที่แทบดูไม่เหมือนคน เขากรีดร้องออกมาว่า “อีกาเพลิง! อีกาเพลิง! แดนศักดิ์สิทธิ์ป้องกัน!”

อีกาเพลิงตบอย่างแรงด้วยกรงเล็บของเขา กรงเล็บที่แหลมคมคล้ายกับเหล็กกล้าสีดำ ปะทะกับร่างมานุษย์อย่างเบาๆ จนทำให้ร่างกายของมนุษย์ระเบิดเป็นระอ่องเลือดหนาทึบ สาดกระเด็นไปทั่วที่ งูเขาเดียวหันกลับหลังด้วยความกลัว พยายามจะเลื้อยหนี แต่อีกาเพลิงอ้าจะงอยปากออกหันไปที่งู และพ่นลาวาออกมาเหมือนกับเปลวไฟสีแดง

งูเขาเดียวร้องดังขณะที่มันถูกเผาจนกลายเป็นควัน ต้นไม้โบราณหลายต้นก็สัมผัสถูกไฟจนลุกโชติช่วงทำให้ดูเหมือนกับคบเพลิง

หลังจากนั้นอีกาเพลิงก็กางปีกออกผ่านกิ่งไม้ ยืนหน้าขึ้นฟ้าสงเสียงร้องอย่างภาคภูมิ

จีฮ่าวลูบหัวอีกาเพลิง และกระโดดลงไปในป่า ไม่ไกลจากตรงนั้นมีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยเถาองุ่น จีฮ่าวดึง ‘เถาองุ่นมังกร’ อายุหลายร้อยปีมาทอเป็นเชือก จากนั้นเขาก็มัดชายที่เป็นลมและสัตว์ที่ล่ามาทั้งหมดไว้ด้วยกัน

“เอาพวกนี้กลับกันก่อนท่านอีกา ไปกันเถอะ!”

จีฮ่าวกระโดดขึ้นหลังของอีกาเพลิงอีกครั้งแล้วผิวปากอย่างรวดเร็ว อีกาเพลิงจับสัตว์กับเชลย และกางปีกบินลงใต้ อีกาบินสูงขึ้นไปในท้องฟ้า ขนนกสีดำมีประกายแสงไฟจางๆ ออกมา อีกากลายเป็นเปลวไฟและพุ่งบินไปในระยะไกลและหายไปในไม่ช้าหลังจากนั้น

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมามีภูเขาสูงตระหง่านขวางทางพวกเขาอยู่ บนยอดเขามีต้นหม่อนหลายพันยืนต้นสูง

มีรังนกขนาดใหญ่นับหมื่นอยู่บนยอดไม้ มีอีกายักษ์นับร้อยๆ ตัว ที่ตัวใหญ่กว่าอีกาเพลิงที่จีฮ่าวขี่อยู่ พวกมันบินโฉบไปมาที่ต้นไม้เหล่านั้น

พวกเขายังอยู่ห่างไม่กี่ร้อยไมล์จากภูเขา เมื่อมีเปลวเพลิงยิงเข้าหาพวกเขา ชายสูงสามเมตรยืนอยู่บนเปลวเพลิงและตะโกนเสียงดังมาที่จีฮ่าว “ฮ่าว! เจ้าแอบหนีออกไปอีกครั้ง? เจ้าคิดว่าเจ้าอายุเท่าไหร่? เจ้ายังเป็นเด็กเล็ก! เจ้าไม่กลัวที่จะโดนกระฉากโดยนกขนาดใหญ่หรือ?”

หยุดไปชั่วครู่หนึ่งหลังจากนั้นเขาเห็นพวกเชลย และสัตว์ที่ถูกล่าในกรงเล็บของอีกาเพลิง คนที่แต่งตัวประหลาดก็หัวเราะเสียงดังออกมา และโบกกำปั้นของเขาว่า “เจ้าสมกับที่เป็นลูกชายของพี่ใหญ่จีเซี่ยจริงๆ! นี่เจ้าจับงูร้ายเหล่านี้ได้อย่างไร? ตอนนี้เรากำลังจะมีทาสเหมืองที่เพียงพอสำหรับภูเขาด้านหลัง!”

เขาหยุดชั่วครู่เป็นครั้งที่สองและขมวดคิ้วในขณะที่เขายังคงพูดต่อว่า “เจ้าควรจะรีบกลับไปก่อน ญาติห่างๆ ของพี่จีเซี่ยมา… และนำคนของเขา… ผู้ชายคนนี้… ไม่น่าไว้ใจเลย ข้ากลัวว่ามันจะไม่ได้มาด้วยความตั้งใจดี...”

การแสดงออกทางสีหน้าของจีฮ่าวเปลี่ยนไป เขาแตะหัวอีกาเพลิง อีกาก็เร่งขึ้นและมุ่งหน้าไปยังหุบเขาลึกใต้ภูเขาขนาดใหญ่



[1] เวทย์สัญลักษณ์(spell symbols) เครื่องหมายเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครซึ่งมีพลังที่ลึกลับโดยปกติแล้วจะเชื่อมต่อกับเวทมนตร์บางอย่างและจะปรากฏขึ้นภายใต้ความตั้งใจของเมกัส
[2] ในวัฒนธรรมลึกลับตะวันออก Magi และ Maguspriests มักจะใช้เวทมนตร์คาถาโดยประสานร่วมกับการเคลื่อนไหวบางอย่างในขณะที่ร่ายคาถา

The Magus Era บทนำ

บทนำ


ท้องฟ้าสีเทาที่มีก้อนเมฆล่องลอยไปมา



สายฟ้าปะทุและมีแสงวาบจากฟ้าผ่าพุ่งลงมาจากฟากฟ้าโดยไร้สุ่มเสียงใดๆ



เฉียงเหลียง มนุษย์กึ่งเทพถือขวาน ยืนอยู่บนหัวอสรพิษขนาดยักษ์ ซึ่งถูกตัดเพียงไม่นาน เขายืนตกตะลึงเหมอมองไปบนท้องฟ้า ที่ปลายขอบฟ้าเขามองเห็น หางอสรพิษสีม่วงที่กำลังขดตัวไปมา ซึ่งมันปกคลุมเกือบจะทั่วท้องฟ้า



อสรพิษตัวนั้นมีขนาดมหิมาจนไม่สามารถมองเห็นศีรษะของมันได้ และมันยังปิดกั้นเส้นขอบฟ้าทั้งหมด



บดบังทั้งท้องฟ้าและปกคลุมทั่วแผ่นดิน ร่างของอสรพิษขนาดยักษ์จมไปยังหมู่เมฆสีเทาเข้ม บางครั้งสายฟ้าก็ฟาดใส่ร่างของอสรพิษตัวนั้น ทำให้เกิดบรรยากาศอันน่าสยดสยอง ซึ่งทำให้ยักษ์ เมิ่งหมิง ที่มีใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและตัวสั่นไม่หยุด



“ไอ้บ้านี่มันบ้าไปแล้ว ที่ทำให้นางโกรธแค้นในเวลานี้!?”



ในขณะที่เมิ่งหมิงกำลังสาปแช่ง เตาโบราณรอบๆ บริเวณนั้นค่อยๆ ลอยลงมาจากท้องฟ้า และหยุดอยู่กลางอากาศ พายุและสายฟ้าที่ไร้ขีดจำกัดก็พุ่งออกมาจากเตาโบราณนั้น ทันใดนั้นท้องฟ้าก็กลับสู่ความสงบ และอสรพิษขนาดยักษ์ก็หายไปในทันใด



…………




เมฆดำทมิฬสะสมบนท้องฟ้า จนบังเกิดฝนตกลงมายังพื้นดิน และอากาศก็เต็มไปด้วยหมอกหน่ากับน้ำค้าง



ปิรามิดคริสตัลอันสว่างไสวที่สร้างจากแก้ว ส่องสว่างในท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด กลุ่มคนสวมเกราะติดอาวุธยืนล้อมรอบปิรามิด เฝ้าระวังสถานที่นี้อย่างรอบคอบ



ทันใดนั้นหยาดฝนที่เริ่มสาดลงมายังพื้นดิน ดั่งเช่นจังหวะการเต้นของหัวใจ ละอองฝนค่อยๆ กระเด็นสูงเหนือพื้นดิน และด้วยสายฝนที่ตกลงมาค่อยๆ ถักถอจากหลายสิบเส้นจนกลายเป็นเชือกน้ำอย่างเงียบๆ ล้อมรอบคอของกลุ่มคนสวมเกราะติดอาวุธ



เชือกน้ำเหวี่ยงอย่างรุนแรงและทำลายคอของคนเหล่านั้น พวกเขาสิ้นชีพในทันที มีเงาสลัวเดินออกมาจากหมอกและมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าปิรามิดที่ละก้าว เขาเข้าใกล้ประตูเรื่อยๆ ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ออกจากหมอกจนเห็นร่างกายของเขาชัดขึ้น มันคือบุรุษร่างโปร่งใสที่เกิดจากน้ำ กำลังยืนอยู่หน้าประตูปิรามิด



ในไม่กี่นาทีต่อมาบุรุษร่างน้ำนั้นเกิดการสั่นไหว แปลเปลี่ยนร่างกลายเป็นร่างคนจริงๆ ที่มีร่างสูงผอมสวมเกราะสีดำดูดีและมีรูปร่างที่หล่อเหลา คนผู้นี้เขาคือ ฉิงหลง



หยดน้ำมากมายที่ควบแน่นจนกลายเป็นเชือกน้ำ ซึ่งมันบิดตัวไปมาคล้ายกับงู และเจาะเข้าไปในปิรามิด ฟาดฟันสิ่งป้องกันดังคมมีด จนบังเกิดสายฟ้าและเปลวเพลิงขนาดใหญ่จากปิรามิด มีเพียงแสงไฟเท่านั้นที่ทำงานเช่นเดิม


เขาใช้พลังบังคับให้ประตูคริสตัลที่หนากว่าสามฟุตเปิดออก ฉิงหลงก้าวเดินไปอย่างช้าๆ เข้าสู่ห้องโถง



ในห้องโถงมีคริสตัลมากกว่าหนึ่งร้อยชิ้นถูกจัดวางไว้บนโต๊ะที่เรียงอยู่ภายในวงกลมภายใต้แสงไฟจากห้องโถง ในแต่ล่ะโต๊ะจะมีโครงกระดูกนั่งขัดสมาธิถูกจัดวางไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน ในบริเวณห้องโถงแห่งนี้ทำมาจากกระจกกันกระสุน จัดเรียงให้มีหลากสีสัน มีเตาโปร่งแสงรอบๆบริเวณขนาดประมาณหัวมนุษย์ บนเสามีรูปสลักมังกรกับหงส์นูนขึ้นมาจากพื้นผิวของมัน



ฉิงหลงค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้โครงกระดูกเหล่านั้นเพื่อตรวจสอบ



โครงกระดูกเหล่านี้มีโครงสร้างคล้ายกับของมนุษย์ อย่างไรก็ตามกระดูกของพวกเขาทั้งหมดมีสีทอง และโปร่งใสเหมือนกับแก้ว หากพวกเขายืนตรงคงจะมีความสูงกว่าสองเมตรแน่ๆ และมีอีกอย่างที่น่าอัศจรรย์ นอกจากเบ้าตาทั้งสองข้างที่มีอยู่บนใบหน้าของพวกเขาแล้ว ยังมีเบ้าตาที่สามอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้วของพวกเขาซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอีกสองข้างเล็กน้อย



“มนุษย์สามตา!?” ฉิงหลงชักมีดออกมา และใช้มันเคาะกระดูกเหล่านั้น




โครงกระดูกมีประกายไฟเมื่อมันถูกกระแทกโดยมีด ซึ่งมีดเล่มนี้ทำจากโลหะผสมพิเศษ และได้รับการขึ้นรูปในระดับที่เทียบเคียงได้กับเพชร ไม่น่าเชื่อว่ามีดเล่มนี้จะไม่สามารถทิ้งรอยไว้บนโครงกระดูกได้เลย ฉิงหลงมีสีหน้าจริงจัง เขาคิดว่าโคร่งกระดูกรูปร่างมนุษย์ที่แข็งแกร่งกว่าเพชรจะต้องมีค่ามากอย่างแน่นอน



“คล่าวนี้ที่ผมมาด้วยตัวเอง….มันช่างคุ้มค่าจริงๆ” ฉิงหลงหันมองไปรอบๆ แล้วเดินเข้าไปตรงกลางห้องโถง เขากล่าวขึ้นมาเบาๆว่า “นี้ คุณจะไม่แสดงตัวหน่อยหรอ ไม่งั้นผมจะขนสมบัติไปนะ...”



ประตูด้านข้างของห้องโถงเปิดออกและมีกลุ่มคนเดินออกมาจากประตู พวกเขาส่วมผ่าคลุมยาวสีดำ และร่างของพวกเขาปกคลุมไปด้วยไฟ สายฟ้า และพายุ แถมคนอื่นๆ ยังดูแปลกประหลาดกว่าปกติ ที่เดินนำหน้ามาเป็นเด็กสาวผมสีบลอนด์ที่มีนัยตาสีเขียว เธอดูรูปร่างดีและมีหน้าตาสวยงาม ภายในมือของเธอถือกระบี่หยกรูปร่างแปลก



“คุณฉิงหลง พวกเราได้ยินเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวกับคุณ” เด็กสาวเดินเข้าไปหาฉิงหลง โค้งคำนับเขาเพียงเล็กน้อย และพูดต่อว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีหลายร้อยชีวิตที่ตายด้วยมือของคุณ รวมถึงหัวหน้าหน่วยลับทั้งสามคนของฉันด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่หน้าเชื่อก็คือเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกที่เราพบคุณในรูปร่างมนุษย์”



“ไอย้า ผมไม่หล่อมากหรอก!” ฉิงหลงล้อเลียนเด็กสาว ในเวลาเดียวกันเขาก็ฟาดมือลงบนกระจกกันกระสุน และมันแตกเป็นชิ้นๆ ด้วยพลังฝ่ามือของเขา



“โอ้พระเจ้า!” คนที่ยืนอยู่ข้างหลังผู้หญิงคนนั้นร้องดังขึ้น และก้าวถอยหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ฉิงหลง ผู้ซึ่งมาจากอาณาจักรตะวันออก ฮุยเซีย และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เคยคิดว่า ฉิงหลง จะแข็งแกร่งขนาดนี้!



พวกเขาได้ทำการทดสอบเมื่อไม่กี่วันก่อน และได้ข้อสรุปว่าแม้แต่ปืนใหญ่ของรถถังก็ยังไม่สามารถทำได้อย่างที่ฉิงหลงทำ ฉิงหลงทำลายกระจกเพียงแค่ใช้มือเปล่าแค่นั้น? นี้มันเกินกว่าพวกเขาจะจินตนาการได้ มันเป็นไปได้หรือที่มนุษย์จะมีพลังได้ขนาดนี้?



ฉิงหลงจับเตาสามขาด้วยมือทั้งสองของเขา เมื่อสัมผัสเตาทำให้เกิดความรู้สึกสบายอย่างมาก ฉิงหลงรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองถือจักรวาลไว้ในมือ



ฉิงหลงเก็บเตาเข้าไปในกระเป๋าที่อยู่ตรงเอวของเขาแล้วกล่าวว่า “สมบัติเหล่านี้ที่ถูกนำมาจากเมืองเหลียงจู้ เมืองโบราณของอาณาจักรผม ผมจะนำมันกลับตามกฎของเรา ผู้ที่แข็งแกร่งสามารถเลือกได้ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยที่ผมจะนำสมบัติของเรากลับคืน คุณสามารถก้าวออกมาได้?”



เด็กสาวยิ้มและมองไปที่ฉิงหลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มว่า “คุณฉิงหลง คุณอาจจะอยากทราบผลการวิจัยของเราบางส่วน… เกี่ยวกับสมบัติลึกลับเหล่านี้ที่คุณอาจคาดเดาไม่ได้ แต่ตามการสำรวจของเรา พบว่าชั้นดินที่สมบัติเหล่านี้ถูกฝังอยู่มีประวัติศาสตร์อย่างน้อยหนึ่งแสนปี”



ฉิงหลงจับกระเป๋าของเขา วัตถุโบราณอายุนับพันๆ ปี? ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นอยู่เลยใช่มั้ย? เป็นไปได้หรือที่คนโบราณเหล่านั้นสามารถสร้างสมบัติอันสวยงามและประณีต โดยที่มีพลังอันลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน



เด็กสาวยืนมือของเธอออกไปและเผยให้เห็นกระบี่หยกที่เธอได้ถืออยู่ตลอดเวลา



กระบี่หยกมีความยาวสามฟุตและกว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือที่แกะสลักมาจากหยกชิ้นเดียว ที่ด้ามกระบี่มีรูปทรงแปลกๆ คล้ายกับหอคอย มีดวงตาสีแดงลอยอยู่เหนือหอคอยดูชั่วร้ายและเย็นชา



“เราได้ทดสอบว่ากระบี่หยกนี้ทำมาจากหยกขาวฮีเทียน(Hetian white jade) แน่นอนเราทุกคนรู้ว่าหยกขาวฮีเทียนนั้นเป็นหยกประเภทเนฟไฟท์ซึ่งมันบอบบางมาก” เด็กสาวยิ้ม “อย่างไรก็ตามเพชรตามธรรมชาติหรือโลหะผสมที่แข็งที่สุดในห้องปฏิบัติการของเรา กระบี่เล่มนี้สามารถตัดได้ง่ายเหมือนกับการตัดเต้าหู้”



เด็กสาวคนนี้จับกระบี่แน่นขึ้น ยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ฉันสามารถแยกเครื่องบินทิ้งระเบิดเป็นสองส่วนด้วยกระบี่เล่มนี้มาแล้ว ในระยะ 2 กิโลเมตร ด้วยความแข็งแรงของฉัน ฉันสามารถแยกเครื่องบินทิ้งระเบิดเป็นสองส่วนได้ คุณฉิงหลง ฉันไม่สามารถจินตนาการได้จริงๆ ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้ากระบี่นี้อยู่ในมือของคุณ”



ผิวของฉิงหลงเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาไม่ได้จริงจังกับเด็กสาวและคนของเธอเพราะพวกเขาทั้งหมดเหมือนกับขนมกลุบกรอบสำหรับเขา แต่ถ้ากระบี่เล่มนี้มีพลังตามที่เธอบอกไว้นี่อาจไม่ใช่เรื่องง่ายๆ



“ถ้านี่เป็นกับดัก แล้วไง?” ฉิงหลงถามในขณะที่เขาบิดคอและปลับข้อต่อในร่างกายของเขา



เราอยากจะพบคุณเพื่อเจรจามาโดยตลอด” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์บนใบหน้าของเธอ “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคุณทำให้เราเกิดความเสียหายมากเกินไปเราหวังว่าคุณจะสามารถเข้าร่วมกับเราได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณสามารถได้รับตำแหน่งระดับสูง หรือแม้แต่ตำแหน่งหัวหน้าของฉันก็ตาม ถ้าคุณต้องการ”



“แน่นอนว่าต้องมีการแลกเปลี่ยน เราหวังว่าเราจะได้รับความภักดีและทักษะสร้างของคุณ [มนตราแห่งเก้าวจีเร้นลับ]!” ลมหายใจของหญิงสาวกลายเป็นระเบียบเมื่อเธอพูดคำสุดท้าย


[เก้าวจีเร้นลับ] เป็นเวทมนตร์ที่ทรงพลัง มันสามารถพัฒนาศักยภาพของร่างกายมนุษย์และเชื่อมโยงกับอำนาจอันมหาศาลและลึกลับของจักรวาล



[มนตราแห่งเก้าวจีเร้นลับ] เป็นเวทมนตร์ออริจินอลของฉิงหลง โดยมีพื้นฐานมาจาก [เก้าวจีเร้นลับ] เวทย์นี้ช่วยให้ฉิงหลง สามารถควบคุมดิน น้ำ ไฟ และลม ติดต่อสื่อสารกับ โลกบาดาล(netherworld) สามารถเดินทางไปทั่วทุกมุมโลกภายในชั่วพริบตา และทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก



“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้!” ฉิงหลงตบกระเป๋าที่เอวของเขาและกล่าวพร้อมกับหัวเราะ “ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับผมคุณควรจะรู้ว่าผมเป็นคนประเภทที่จะแก้แค้นให้กับข้อเรียกร้องเพียงเล็กน้อย และผมก็ยังมีชื่อเสียงในเรื่องที่ไม่เคยทรยศต่อบรรพบุรุษของตน!”



ร่างกายของฉิงหลงแปลเปลี่ยนเป็นคมมีดลมที่คมกลิบนับไม่ถ้วน และพุ่งไปทางหญิงสาว คมมีดค่อยๆ เฉื่อนเข้าไปในวงกลมที่มีหมอกล้อมรอบทั้งห้องโถง



หญิงสาวส่ายหัวและถอนหายใจอย่างหมดหนทาง “ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ แต่หัวหน้าที่บ้าและงี่เง่ายืนยันว่าจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากในเรื่องไร้สาระนี้!”



ด้วยเสียงหัวเราะที่เย็นชา เด็กสาวคนนี้หยิบคัมภีร์ม้วนไม้ไผ่สีทองออกมา และโยนมันขึ้นไป ทำให้เกิดฟ้าผ่าแผ่นดินสั่นไหว บังเกิดโลหิตสีแดงไหลออกมาจากเบ้าตาอันมืดมิดของโครงกระดูกนั่งขัดสมาธิ



มีเสียงดังหึ่งๆ แสงสีแดงอันรวดเร็วแปรสภาพเป็นกรงโลหิตสีแดงขนาดใหญ่ และกักขังฉิงหลงไว้ภายใน



กรงแสงยังคงไม่ไหวติงขณะที่มันโดนคมมีดวายุของฉิงหลง คมมีดวายุทั้งหมดแตกสลายเป็นชิ้นๆ



ภายนอกหมู่เมฆมืดทมิฬแผ่ซ่านไปทั่วขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และคลื่นของสายฟ้าที่มองเห็นได้ ตามมาด้วยเสียงกัมปนาทที่ดังไปทั่วท้องฟ้าที่ห่างไกล



บนท้องถนนได้ยินเสียงดังสนั่นนับไม่ถ้วน ผู้คนมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยความหวาดกลัว พวกเขาเห็นหมู่เมฆล่องลอยและเปลี่ยนรูปร่าง เบื้องหลังเมฆหนาทึบนั้นมีอสรพิษสีม่วงขนาดยักษ์พุ่งออกมา



ภายในปิรามิดฉิงหลงทรุดเข่าลงกับพื้นทั่วร่างของเขานั้นเต็มไปด้วยเลือด ข้างในกรงแสงมีหอกแสง 99 เล่มกำลังลอยอยู่กลางอากาศโดยมุ่งเป้ามาที่เขาในวินาทีต่อมาหอกทั้งหมดก็แทงทั่วร่างกายของเขา



“บ้าจริง! ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งแปลกๆ นี้จะทรงพลังขนาดนี้?” หญิงสาวคนนี้หยิบคัมภีร์ม้วนไม้ไผ่สีทองขึ้นมา ซึ่งตกลงมาจากอากาศ และตะโกนเสียงดังว่า “ฉิงหลงคุณเห็นหรือยังว่าถึงแม้คุณจะเป็นคนที่แข็งแกร่งมากที่สุด ... แต่คุณก็ยังอ่อนแอเมื่ออยู่ต่อหน้าเรา!”



“โครงกระดูกเหล่านี้ คัมภีร์ม้วนไม้ไผ่สีทอง และเตาโบราณ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมาจากที่เดียวกัน! สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติจากหลายพันปีที่ผ่านมา! พระเจ้า นี้มันน่าตื่นเต้นจริงๆ ด้วยวิธีการที่อธิบายไว้ในคัมภีร์ม้วนไม้ไผ่นี้ ต้องจัดวางโครงกระดูกเหล่านี้ในทิศทางที่ถูกต้อง จึงจะสามารถปลดปล่อยพลังที่งดงามเช่นนี้ได้!” หญิงสาวตะโกนดังกึกก้อง



“นี้ ... มัน ... บ้าอะไรกัน?” ฉิงหลงครางด้วยความเจ็บปวดและเงยหน้าขึ้น



“มีบันทึกเกี่ยวกับคัมภีร์ม้วนไม้ไผ่ซึ่งบอกว่านี่คือการสร้างเวทมนตร์โบราณที่ชื่อ ... ขอโทษนักภาษาศาสตร์ของเรายังไม่สามารถถอดความได้น่ะ” หญิงสาวยักไหล่และกล่าวต่อ “แต่โครงกระดูกเหล่านี้พวกเขาจะเรียกว่า ...”



ทันใดนั้นสายฟ้าสีม่วงก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้าและกระทบกับปิรามิดคริสตัล


กระจกคริสตัลทั้งหมดถูกทำลายในทันทีโดยพลังของสายฟ้า หญิงสาวและคนของเธอถูกเผาเป็นขี้เถ้า และเตาสามขาเริ่มฉายแสงหลากสีที่ห่อหุ้มร่างฉิงหลงไว้ ฉิงหลงคำรามด้วยความเจ็บปวดและร่างกายของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ด้วยเลือดที่ปกคลุมทั่วร่างของเขา เขารู้สึกราวกับว่าพลังชีวิต ส่วนสำคัญของร่างกายและจิตวิญญาณของเขาทั้งหมดถูกสกัดอย่างรวดเร็วโดยเตาสามขา



โครงกระดูกสามตายกแขนขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน และชี้ไปที่ท้องฟ้าราวกับการตอบโต้กลับ แสงสีแดงโลหิตเหล่านั้นกลายเป็นมังกรสีแดงขนาดใหญ่และพุ่งงไปยังสายฟ้าสีม่วง



มังกรหายวับไปในอากาศเมื่อมันปะทะเข้ากับสายฟ้าสีม่วง ในเวลาเดียวกันเก้าสิบเก้าโครงกระดูกสามตาก็สั่นไหวอย่างรุนแรงและระเบิดเป็นฝุ่นผงสีทอง



ฉิงหลงห้อมล้อมไปด้วยลำแสงสีม่วง เขารู้สึกถึงพลังที่ไม่สิ้นสุดจากท้องฟ้าและทำลายล้างทุกอย่างในเส้นทางที่มันผ่าน สายฟ้าสีม่วงควบแน่นจนกลายเป็นทรงกลมสายฟ้าขนาดมนุษย์ที่เปล่งประกายในอากาศและหายไป หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีทุกอย่างก็กลับสู่สภาพปกติ



ห้องโถงทรงกลมและพีระมิดหายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่มีอะไรเหลือ



ฉิงหลง



เขาครอบครองภูมิปัญญาที่ไม่มีใครเทียบและพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งมาก เขาสร้าง [มนตราแห่งเก้าวจีเร้นลับ] ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก  [เก้าวจีเร้นลับ] เขาเป็นที่รู้จักในฐานะมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เพื่อเก็บกู้สมบัติที่หายไป เตาโบราณจากเมืองโบราณเหลียงจู้ ฉิงหลงได้ตกลงไปสู่กับดักและได้รับบาดเจ็บสาหัส


หลังจากนั้นเขาก็ได้รับอำนาจจากพลังที่ไม่รู้จัก ทำให้เดินทางโดยไม่ได้ตั้งใจผ่านช่องว่างมิติและเวลา ได้เกิดใหม่เป็น จีฮ่าว ในตระกูล อีกาเพลิง